สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่สกลนคร
                                         ถนนศูนย์ราชการ   ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมืองฯ จ.สกลนคร 47000


                                                   อนุรักษ์มูลมังอิสาน

                                                                          ผญา

ความเป็นมาของผญา
ผญานี้ คนเฒ่าคนแก่เล่าว่า กำเนิดที่พระราชวังหลวงพระบาง สมัยเมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว ท่านเล่าว่า ท้างปางคำ นักปราชญ์ใหญ่ขาวเมืองเขมราฐ (อำเภอเขมราฐปัจจุบัน) เป็นนักแต่งโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน และนิทานวรรณคดีต่าง ๆ ของภาคอีสาน ท่านได้รับเชิญให้ไปเป็นปราชญ์หลวง ประจำพระราชสำนักหลวงพระบาง และได้แต่งหนังสือจารึกใส่ใบลานไว้มากมาย ในสมัยเดียวกัน ได้มีเชียงน้อย (คนลาสิกขาจากการเป็นสามเณร) คนหนึ่ง มีชื่อไม่ปรากฎ เป็นคนมีแววฉลาด ตั้งแต่เป็นสามเณร พอลาสิกขาออกมา เลยได้รับเชิญเข้าไปทำงานในพระราชสำนัก ได้เป็นนักปราชญ์ร่วมแต่งหนังสือกับท้าวปางคำ เล่ากันว่า เชียงน้อยคนนี้ มองเห็นอะไรก็ว่าออกมาเป็นกลอนไปเลย เช่น
๑.มองเห็นผักอีตู่ (แมงรัก) ก็ว่า "เจ้าผู้ผักอีตู่เตี้ยต้นต่ำใบดก กกบ่ทันฝังแน่นสังมาจีจูมดอก ฮากบ่ทันหยั่งพื้น สั่งมาปี้นป่งใบ"
๒. มองเห็นช้างก็ว่า เจ้าผู้แนวนามช้างสัตว์สูงบ่ห่อนต่ำ บ่คือเชื้อไก่กุ้มหางสั้นบ่ห่อนยาว
๓.มองเห็นฝูงหงส์ก็ว่า เจ้าผู้หงส์คำผ่ายเวหาเหินเฆม กาดำขเหนียวน้อมนำกัน ว่าจั่งได๋
๔.มองขึ้นฟ้าก็ว่า คันเจ้าคึดฮอดข่อยให้เหลียวเบิ่งเดือนดาว ขอให้สายตาเฮากล่อมกันอยู่เทิงฟ้า
๕.มองเห็นควายก็ว่า อย่าสิติ๋ว่าควายนักเลฮ้ายปักตูสวนบ่ออัดฮี่หลายเด๋อ ให้เจ้าตีแมงหมี่ฮ้ายตีนสิ่นเจ้าบ่เหลียว นั่นถ่อน
๖. มองเห็นงูก็ว่า เจ้าผู้งูสิงเสื่อนอนเฟือยในซุ่ง คันแม่นเข้าซุ่งแล้านอนนิ่งอยู่บ่ติง แท้น่อ ฯลฯ
ตั้งแต่นั้นมา เมื่อท้าวปางคำปราชญ์ใหญ่แต่งคำกลอนในเนื้อหานิทาน พอไปถึงตอนพ่อสอนลูกเป็นต้น ก็ให้เชียงน้อยแต่ง พอไปถึงบ่าวสาวในนิทานเกี้ยวกัน ก็ให้เชียงน้อยแต่ง ดังนั้น เชียงน้อยท่านนี้ จึงได้เป็นนักปราชญ์ร่วมสมัยกับท้างปางคำ ความเป็นมาของผญา ก็มีมาด้วยประการฉะนี้

--------------------------------------------------------------------------------

รูปแบบผญา

ตอนที่ ๑
อ้อยต้อยต่อนผญา
อ้อยต้อยต่อนผญา คือ ผญาล้วน ๆ ที่เป็นคำคล้องจองยาว ๆ ที่ฝ่ายชายและฝ่ายหญิงใช้เป็นสื่อรัก ซึ่งในที่นี้จะได้จัดเป็นหมวด ๆ ให้ศึกษา เรียกว่า "บั้น" ถ้าใครคิดได้หรือหามาได้มากกว่านี้ ก็ให้เรียกว่า "บั้น" เหมือนกัน สำหรับการจัดหมวด ได้จัดตามอักษาดังนี้

บั้นเกลี้ยงแต่ ๑
๑. เกลี้ยงแต่นอก ทางในเป็นหมากเดื่อ หวานแต่ทางนอกเนื้อในส้มดังหมากนาว แท้นอ
๒. เกลี้ยงแต่นอก ทางในยังดำมืด นี่ละนอเผิ่นว่าเกลี้ยงปากบั้ง ขังข้อปากกระทอ ๒
๓. เกลี้ยงแต่ปากเจ้าเว้า ใจเจ้าเล่าโงคด ใจขดไปโงมา เปรียบดังงูลอยน้ำ
๔. เกลี้ยงแต่ยามอยากได้ ความใด๋ดีเอามาว่า บาดห่าได้ข่อยแล้ว มีม้าย่านขี่หนี โลดเด่
๕. เกลี้ยงแต่ปากความตั๋วแต็มกระต่า บาดห่าจับได้แล้ว สิขายหน้าท่อกระเฌอ นี่เด
๖. เกลี้ยงแต่ความปากเว้าว่า หัวใจกะแปนเปล่า บาดห่าเปิดเบิ่งแล้ว ดงช้างกะบ่ปาน

คำแปล
๑. เกลี้ยงแต่ คือ บริสุทธิ์
๒. กระทอ คือ ตะกร้าใส่สารพัดอย่าง

--------------------------------------------------------------------------------

บั้นไกล
๑. ไกลขอให้ไกลแต่บ้านฮั้วไฮ่นาสวน ไกลขอให้ไกลแต่มลหมู่เฮือนกับเล้า ส่วนว่าวาจาเว้าสองคนเฮาอย่าได้ห่าง ต่างคนแม่นสิอยู่ต่างบ้าน ความเว้าอย่าห่างกัน
๒. ไกลขอให้ไกลแต่หน้าสิไปมาบ่ให้ห่าง ส่วนจิตข่อยกะอยู่ผี้ ใจข่อยกะอยู่นี่ สิไปพุ้นแต่ฮ่างคิ่ง๑
๓. ไกลกายเจ้าใจกะอยู่นำนาง บ่มีทางไกลกัน ให้พรากหนีไกลข้าง แม่นสิอยู่ฟากฟ้าสิหย่อ ๒เป็นแผ่นดินเดียว ความสิบคืนซาวคืน๓สิหย่อเป็นคราวมื้อ๔ คันความมักมันคือข้าวสิขอกินให้มันอิ่ม คันความมักความฮักคือน้ำบ่อแก้วสิลงล้างอาบสรง น้องเอย
๔. ไกลมื้อนี้มื้ออื่นสิมาหา คันแม่นชีวายัง สิหมั่นมาหาเจ้า
๕.ไกลไปหน้าบ่มีวันสิมาจวบ มื้อสืบมื้อไปหน้าผัดแห่งไกล
๖.ไกลไปหน้าบ่คืนมาของเก่า เฮ็ดผิดกะแม่นเจ้า เว้าบ่ฟังกะแม่นเจ้า อยากเห็นข่อยให้เบิ่งหมอน อ้ายเอย

คำแปล
๑. ฮ่างคิง คือ ร่างกาย
๒. หย่อ คือ ย่น
๓. ความสิบคืนซาวคืน คือ ใช้เวลา
๔. คราวมื้อ คือ คืนเดียว
๑๐ คืน ๒๐ คืน
๕. มื้อสืบมื้อ คือ วันต่อวัน
๖. ผัดแห่ง คือ ก็ยิ่ง


--------------------------------------------------------------------------------

บั้นเกลี้ยงฮอด
๑. เกลี้ยงฮอดในใสฮอดกระดูก เกลี้ยงฮอดลูกอ่อนน้อยหลานสิห้อยกะบ่มี
๒. เกลี้ยงฮอดหลอด ปลอดอ้อยซ้อย เสมอดังตองตัด ผัดแต่เป็นบ่าวมากะบ่มีเมียซ้อน ผัดแต่เป็นกอขึ้นบ่มีเครือสิเกี้ยวอุ่ม3 ผัดแต่เป็นพุ่มไม้เครือสิเกี้ยวกะบ่มี
๓. เกลี้ยงฮอดในใสฮอดกระดูก เกลี้ยงฮอดข้างปลูกฮอดข้างปัดลาน
๔. เกลี้ยงฮอดไส้ ใสออกมาจนเถิงปาก ชู้กะเจ้า เมียกะเจ้าสิไปเฮี่ยง4ใส่ผู้ใด๋
๕. เกลี้ยฮอดใจใสเหมิดลิ้น เว้าความใด๋มีแต่แม่น เปิดเบิ่งแล้วดังแก้วกะบ่ปาน
๖. เกลี้ยงฮอดบ้านเฮือนซานกะแนปเปล่า มีแต่บ่อนสิให้เจ้ามาซ้นฮ่มเงา

คำแปล
1. เกลี้ยงฮอด คือ บริสุทธิ์ตลอด
2. ปลอดอ้อยซ้อย คือ บริสุทธิ์จริง ๆ
3. อุ่ม คือ พุ่มไม้
4. เฮี่ยง คือ พูดบ่ายเบี่ยง


--------------------------------------------------------------------------------

บั้นข่อยนี้

๑. ข่อยนี้คือดั่งจอกอยู่น้ำฮากหยั่งบ่เถิงดิน ไหลเวินไปวนมากะบ่มีเฟือยค้าง
คันแม่นไหลไปค้างเฟือยลุ่มเผินกะถาง คันแม่นไหลไปค้างเฟือยบางเผินกะถาก ว่าสิขอฝากเจ้าให้เอาข่อยเข้าฮ่วมนอน แน่เด๋อ
๒. ข่อยนี้คือดั่งบัวหวังน้ำสิไปนำเท่าชั่ว คันแม่นน้ำแก่งขึ้นบัวสิยื้อยึดนำ นั่นแหล่ว
๓. ข่อยนี้คือบัวขี้แบ้สิมาเกิดกลางหนอง คือบัวทองสิมาเกิดกลางสา บ้านเก่าเฮาเคยหยั้ง
คันบ่อเลิกสิมาตื้น บ่อเคยเขินสิเป็นฮ่อง คันมันเป็นจั๋งซั่น บัวสิยื้อหยั่งเถิง ได้บอ
๔. ข่อยนี้คือดั่งไชหลังหล้าบ่หมาน ปลานำเผิ่น ถืกกะใส่ค้างไว้ บ่ถืก กะใส่ค้างไว้
ตามแต่กะเยิมปลา คันบ่กูนาผายสิหล่ำดูดายดู้
๕. ข่อยนี้คือจั่งไก่ผู้น้อยพอแต่ก่เฮียนขัน ตบปีกขึ้นตนโต กะยังอ่อน ปากบ่ทันแก่กล้าจาเจ้ากะบ่เป็น
๖. ข่อยนี้ คือดั่งพลูลามค้างปลายซานเหี่ยวแดด คันบ่ตักน้ำพรม คันบ่อมน้ำพูด พลูสิแห้งเหี่ยวตาย
๗. ข่อยนี้คนขี้ฮ้ายสิลี้อยู่คือกบ เห็นคนมาป๋อมปิแล๋มลงน้ำ
๘. ข่อยนี้คือดั่งปลาเข็งข่อนหนองนาน้ำเขินขาด คันแม่นฝนบ่มาหยาดให้ สิตายแล้งแดดเผา เจ้าเอย
๙. ข่อยนี้ คนจนไฮ้คนเกกลางกาด คือดั่งฝากระตาดฮ้าง กลางบ้านเกลือกขี้ดิน นั่นแหล่ว
๑๐. ข่อยนี้คือดั่งซื้อชาติแฮ้งเหม็นสาบกุยผง บ่แม่นแนวหงส์ดำสิห่อนเทียมพระจันทร์ได้
๑๑. ข่อยนี้ คือดั่งนกเจ่าดั้งงอยฝั่งจอบปลา เห็นปลามาอยากกินแด๋ดิ้น นกกระเต็นเต้นโตนลงเอาก่อน นกกระเจ่านั่นแลจ้องล่ำดาย นกกระเต็นนั่นคือชายชู้เก่า นกกระเจ่านั่นคืออ้ายผู้พลอย
๑๒. ข่อยนี้คนขี้ฮ้ายคือเฮือแตกยาขี้ชี ยาทางหัวฮั่วลงทางท้าย คันสิใช้ให้ยาดีอย่าให้ฮั่ว ข้ามแม่น้ำทะเลกว้างกะปลอดภัย
๑๓. ข่อยนี้คือดั่วแนวนามเชื้อเดียรัจฉานชาติต่ำ มันบ่สมเผ่าผู้หอยกว้างอยู่ทะเล ซ้วนไว้แน่หอยกว้างแม่ทะเล หอยทะเลบ่ซ้วนสิกวนควายใต้ตะหล่าง หอยทะเลบ่ซ้วนสิกวนบ้านบ่ให้นอน
๑๔. ข่อยนี้บ่ได้โสดาด้วย นำกระบวยหมากพร้ายแก่ หมากพร้าวอ่อนมีบแพ้สิฟันเรื่อยเกื่อยลง

คำแปล
1. ข่อยนี้ คือ ฉันนี้
2. ไหลเวิน คือ ไหลวน
3. เฟือย คือ พุ่มไม้ที่น้ำท่วมถึง
4. ฮ่วม คือ ร่วม
5. เท่าชั่ว คือ ตลอดไป
6. คันแม่น คือ หากแม้นว่า
7. สิ คือ จะ
8. ข่อยนี้ คือ ตัวข้านี้
9. บัวขี้แบ้ คือ บัวเล็ก ๆ
10. สา คือ สระ
11. หยั้ง คือ อยู่ หรือ หยุดอยู่
12. คัน คือ ถ้า
13. คือดั่ง คือ เปรียบด้วย
14. หลังหล้า คือ หลังสุดท้าย
15. หมาน คือ ได้ลาภ มีโชค
16. นำเผิ่น คือ เหมือนเขา
17. เฮียน คือ เรียน
18. พูด คือ พ่น
19. ขี้ชี คือ ชัน
20. บ่แพ้ คือ แท้ ๆ
21. ฟันเรื่อยเกื่อยลง คือ ฟันให้ม้วนลงดิน


--------------------------------------------------------------------------------

บั้นคองคอย

๑. คองคอยเจ้าคอยหลายจนว่าเบื่อ ความเว้าว่าปีนี้ บาดเถิงแล้วว่าปีฮือ
๒. คองคอยท่าผีตายบ่กลับมาเกิดดอก ให้เจ้าหาใหม่ซ้อนซอนไว้ดังกาบ ปลี นั่นแหม
๓. คองคอยเจ้า จนเหมิดเขตพรรษา ว่าสิสิกออกมาผัดว่าคากฐินทอด เหมิดกฐินแล้วกะยังเฉยอยู่คือเก่า สิให้คอยฮอดเฒ่า เซาแล้วข่อยบ่คอย
๔. คอยอยู่ไฮ่เจ้ากะบ่มา คอยอยู่นาเจ้ากะบ่ท่อง คอยอยู่ห้องค่ำแล้ว ย่านบ่เห็น
๕. คองคอยเจ้า จนเข้าใหม่มาเถิง คองคอยเหิงจนข้าวปลานาแล้ว แนวนามเจ้าคนตายตั๋วง่าย ข่อยขอเซาเจ้าไว้สิไปเว้าบ่าวเซียง
๖. คองคอยเจ้า อยู่หัวนาของเก่า นกเขาขันกระแตดแต้แจนแวนฮ้องแห่งคึดหลาย
๗. คองคอยเจ้า คือกบเขียดคอยฝน คือคนจนคอยรวยย่านแต่ตายบ่เห็นซ้ำ


คำแปล
1. คองคอย คือ รอคอย
2. ปีฮือ คือ ปีถัดจากปีหน้า
3. ผัดว่า คือ ไพล่ไปว่า
4. คำแล้ว คือ ยิ่งไม่มีทาง
5. เหิง คือ นาน
6. คนคาย คือ คนไม่ได้บวช
7. บ่าวเซียง คือ ผู้ที่ลาสิกขาจากสามเณรมา
8. กระแตดแต้ คือ นกกระต้อยตี่วิด

--------------------------------------------------------------------------------

บั้นคันเจ้า

๑. คันเจ้ามีสองแล้ว อย่าลืมแพป้องไม้ไผ่ คันเจ้ามีใหม่แล้ว อย่าลืมแหล่หมากไข่กา
๒. คันเจ้ามีชู้แล้ว อย่าลืมชายผู้ถามไถ่ คันเจ้ามีใหม่แล้วอย่าลืมข่อยผู้พลอย
๓. คันเจ้าเป็นพระยาแล้ว อย่าลืมไพร่เสนา บาดห่าสงครามมา สิงเพิ่งคนทั้งค่าย นั่นเด
๔. คันเจ้าได้กินข้าวให้ฝากไปนำกา คันเจ้าได้กินปลาให้ฝากไปนำแฮ้ง คันเจ้ากินซี้นแห้ง ให้เจ้าแกว่งนำลม แด่เนอ
๕. คันเจ้าเนาเฮือนห้าง ให้เหลียวลงทางลุ่มแด่เนอ ลางเทื่อลมพัดยู้ สิไปซ้นฮ่มฮัง บ่ฮู้
๖. คันเจ้าได้ขี่ช้างกั้งฮ่มเป็นพระยา เจ้าอย่าลืมเสนาผู้แห่นำตีนช้าง
๗. คันเจ้ามีผู้เฝ้า อย่าลืมชายผู้นั่งล่าง คันเจ้ามีคู่สร้าง อย่าลืมอ้ายผู้ฮักแพง เจ้าเด๋อ
๘. คันเจ้าเว้าจั๋งซั่น กะให้แม่นคำสา คันแม่นซาตามีสิใหญ่สูงคือเจ้า ดอกตี้
๙. คันเจ้ากินเนื้อแล้ว กะให้ห่วงคุณหมา แด่เน้อ บาดห่าโจรมันมา สิเพิ่งหมาดำน้อย อยู่เด๊
๑๐. คันเจ้ากินปลาแล้ว อย่าลืมเอาแหตาก บาดห่าแหขาดแล้ว ปลาสิได้ฮ่อมใด๋
๑๑. คันเจ้าได้กินข้าว อย่าลืมควายผู้ไถคราด บาดควายเฮ็ดบ่ได้ คนสิไห้ต่อควาย
๑๒. คันเจ้าเฮ็ดนาแล้ว ควานปักแถวเจ้าอย่าฆ่ามันเด๋อ ลางเมื่อเจ้าคิดได้ มันคือฆ่าพ่อคน บ่ฮู้
๑๓. คันเจ้าหนี้ไปแล้ว กกมิ่งไผสิแทน กกแนนไผสิเฝ้า เฮือนเฮาไผสิอยู่ ไผสิเป็นหมู่ข่อยยามเจ้าจากหนี
๑๔. คันเขาหนีไปแล้ว กกมิ่งอ้ายสิแทน กกแนนอ้ายสิเฝ้า เฮือนของเฮาอ้ายสิอยู่ คนสิเป็นคู่น้องเฮือนนี้แม่นพี่ชาย นี้แหล่ว (จีบสาวแม่ฮ้าง-ม่าย)
๑๕. คันเจ้าไปบวชแล้วข่อยอยู่กับไผ ใจหนอใจกะช่างดำคือ หมื่อ
๑๖. คันเจ้าไปบวชแล้ว น้องกะอยู่กับฮา นี่แหล่ว แนวใด๋มีให้ค่อยจากับอ้าย (จีบสาวแม่ฮ้างผัวป๋าไปบวช)
๑๗. คันเจ้าสิตายก็ให้ตายไปถ่อน ตายไปเป็นกระต่ายข่อยสิตายเป็นหน่างก้อมๆ นำอ้อมอยู่สู่ดอน
๑๘. คันเจ้าตายเป็นขมิ้นหัวดงชน ข่อยสินำไปก่น เกิดเป็นคนคันบ่ได้กล่อมกลิ้ง ตายเป็นขมิ้นยังสิได้กล่อมคิง
๑๙. คันเจ้าเป็นงูเภากะบาฮ้าย ประสงค์หาเผลียงผ่า ข่อยสิฟันท่อนนั้นท่อนนี้ กระเด็นกลิ้งทั่วดิน
๒๐. คันเจ้ามีฮั้วขั้น สามพันตาไม้ไผ่ป่า ว่าสิเอาอีโต้ถางหม่นก่นหา
๒๑. คันเจ้าเป็นดั่งฟ้าฟาดขั้นแสนโหง่น ระงำดินกะตามถ่อน ข่อยเป็นเมฆาเลื่อนไหลไปหาเจ้า
๒๒. คันเจ้าเอาภูผาขั้นเหวซันตันซ่อง ข่อยสิติดปีกเหลื้องมากินข้าวฮ่วมงาย
๒๓. คันเจ้าล้อมฮั้วขั้น จิกแก่นเลียนลำ คันเอาหนามปกเทิง ข่อยสิลงทางใต้
คันแม่นไปบ่ได้เหล็กกวงกวยสิลงก่วย คันแม่นกวยบ่แตก สิเชิญฟ้าผ่าลง
๒๔. คันเจ้าไขทางให้ ขอนเต็มวังสิโตนผ่าฝูงหมู่เงือกและแข้สิกินข่อยกะบ่แหนง


คำแปล
1. แพป้องไม้ไผ่ คือ ผู้ชายที่ยังโสดหาที่จอดมิได้
2. แหล่หมากไข่กา คือ ผู้ชายผิวดำและยากจน
3. ผู้พลอย คือ ผู้อยู่เดี่ยวดาย
4. ทางลุ่ม คือ ข้างล่าง
5. ล่าง คือ ข้างล่าง
6. แม่นคำสา คือ ถูกอย่างพูด
7. กกมิ่ง คือ พรมลิขิต
8. กกแนน คือ ลิขิตชะตาคู่
9. ไผ คือ ใคร
10. หมื่อ คือ ดินปืน
11. ฮา คือ คำแทนตัวของผู้พูด ตรงกับคำว่า เฮา,เรา หรือฉัน
12. หน่าง คือ ตาข่ายหรือร่างแหสำหรับดักสัตว์บก
13. อ้อม คือ ล้อมจับ
14. ก่น คือ ขุด
15. เผลียงผ่า คือ ต้องการทำร้าย
16. ฮั้วขั้น คือ รั้วกั้น
17. หม่น คือ บุก
18. แสนโหง่นระงำดิน คือ มืดฟ้ามัวดิน
19. ฮ่วมงาย คือ มาร่วมกินข้าวก่อนเที่ยงด้วย
20. จิกแก่น คือ ไม่จิกแข็ง ๆ
21. สิโตนผ่า คือ กระโจนลงใส่
22. บ่แหนง คือ ไม่เสียดาย

--------------------------------------------------------------------------------

บัดเจ้าได้ขี้ช้างกั่งค้นห่มเป็นผญา
อย่าสิลืมชาวนาผู้ขี่ควายคอนกล้า
บัดได้กินปลาแล้วอย่าลืมปูนาจี่
บัดว่าปลาขาดหมอยังสิได้ป่นกระปู

--------------------------------------------------------------------------------

เซื้อชาติช้างโตสูงบ่ฮอนต่ำ
เซื้อชาติก่ำไผสิย่ำกะบ่ขาว


จัดทำโดย สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่สกลนคร ถ.ศูนย์ราชการ ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมืองฯ จ.สกลนคร 47000
หากท่านมีปัญหาเกี่ยวกับเว็บไชต์ กรุณาติดต่อที่
E-mail:
sakonnakorn@excise.go.th
 
 สถิติผู้เข้าชม 16/02/48
TV Products Reviews